[ปีนัง – มาเลเซีย] Come Rain Come Shine… Penang (48 ชั่วโมงในปีนัง)


penangCover

หลังจากเคยเที่ยวปีนังแบบ 24 ชั่วโมงไปแล้วในปีก่อน ปีนี้กลับมาใหม่ ด้วยเวลา 48 ชั่วโมง แต่!!…ทำไมต้องไปปีนังหล่ะ?

……..ปีนังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนามากเมืองหนึ่งของโลก แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและลงตัว สิ่งที่เราพบเห็นคือ โบสถ์คริสเตียนอยู่ตรงข้ามกับโบสถ์คาทอลิก เลยไปนิดเจอวัดไทย วัดฮินดู และไม่ไกลกันก็จะเจอมัสยิดและวัดจีน สิ่งเหล่านี้เราสามารถพบเห็นได้ภายในถนนเส้นเดียว นอกจากนี้ ปีนังยังมีเมืองมรดกโลกอย่าง “จอร์จทาวน์” ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ไปเยือน จอร์จทาวน์เป็นเมืองที่มีตึก อาคาร บ้านเรือนแบบโบราณ สไตล์ชิโนโปรตุกิสคล้ายๆ กับที่ภูเก็ต นอกจากนี้ สิ่งที่สร้างเสน่ห์และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนจอร์จทาวน์อีกอย่างก็คือ street arts ทั้งภาพวาด และเหล็กดัดเป็นรูปล้อเลียนต่างๆ อยู่ตามตรอกซอกซอย บางรูปได้รับความนิยมมาก หากจะถ่ายรูปด้วยต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว เกริ่นมายาวขนาดนี้ เริ่มอยากเที่ยวปีนังกันแล้วใช่ไหมหล่ะ ตามมาเลยค่ะ

1

 

การเดินทาง
1.ทางรถยนต์ จาก หาดใหญ่ไปปีนัง สามารถนั่งรถตู้ไปได้ โดยหาคิวรถตู้ได้มากมายบริเวณตลาดกิมหยง (ราคาไปกลับ 700-800 บาท แล้วแต่ช่วง ช่วงนี้มีปัญหากับตำรวจมาเลเซีย อาจต้องนั่งรถอ้อมโลก ไปออกด่านบ้านประกอบ อ.นาทวี แทนด่านสะเดา เลยทำให้ค่ารถ 800 บาท แต่ถ้าสถานการณ์ปกติก็จะใช้ด่านสะเดา ไปกลับอยู่ที่ 700 บาท) ใช้เวลาเดินทางราว 4-7 ชม. แล้วแต่สถานการณ์ บริษัทรถที่มีเราใช้บริการ คือ kst (http://www.ksttravelthailand.com/)
2.ทางรถไฟ ถ้าอยากนั่งรถไฟปู๊นๆ ไป ก็สามารถทำได้ รถไฟจากหาดใหญ่ หรือจากหัวลำโพงเลยก็ได้ โดยรถไฟจะจอดที่บัตเตอร์เวิร์ด แล้วเราก็ต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากมายังจอร์จทาวน์
3.ทางเครื่องบิน ตอนนี้มีหลายสายการบินเปิดบินตรงจาก กทม. ไปยังปีนัง
4.ทางรถยนต์ส่วนตัว เราสามารถขับรถไปเที่ยวมาเลเซียเองได้ โดยไปทำทะเบียนและประกันผ่านแดนได้ที่ด่านสะเดาเลย

 

ที่พัก
มีหลากหลายให้เราเลือก ใครอยากพักหรู ออกแนวบ้านเก่าๆ ก็มี อยากประหยัดแบบเราก็พักโฮสเทล ครั้งนี้เราเลือกที่ Tofu Cafe Beds & Bikes (อ่านรีวิวได้ที่ http://goo.gl/9UVgXW)

 

เริ่มเที่ยวกันเลย….
นั่งรถจากกหาดใหญ่ไปถึงปีนังประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง (เวลามาเลเซียเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม.) เช็คอินเสร็จ ก็ไปหาอะไรกินใกล้ๆ ต่อด้วยเดินถนนคนเดินที่ Armenian Street ตั้งแต่ต้นทางเลย เราเจอไอติมต้นไม้!!!! คือ ไอเดียเก๋มากๆ อดใจไม่ได้เลยต้องซื้อมาชิมซะหน่อย ธรรมดาไม่อร่อยมาก แต่มีดีที่ความครีเอทของเจ้าของเนี่ยหล่ะ

3

 

ติดๆ กับไอติมต้นไม้ จะเจอภาพวาดยอดฮิตที่ใครๆ มาจอร์จทาวน์ก็ต้องมาถ่ายรูปแล้วอัพเป็นที่ระลึก เด็กน้อย 2 พี่น้องกับจักรยานคันเก่า (kids on bicycle) ภาพนี้น่าจะเป็นภาพดังสุดเลยรึเปล่าไม่แน่ใจ เพราะเห็นคนรอคิวถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เดินถนนคนเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะมีภาพวาดตามผนังตึก หรือตามบานประตู รวมถึงมีศิลปินมากมายมาจัดการแสดง บ้างก็มาเล่นดนตรี บ้างก็มาวาดรูป แถมเป็นศิลปินทุกเพศทุกวัยด้วย

 

ระหว่างเดินถนนคนเดิน ก็แวะเที่ยวศาลเจ้าจีน Khoo Kongsi ที่มีการแสดงโชว์ในวันเสาร์สิ้นเดือนพอดี งานเริ่มตั้งแต่ 17.00-22.00 น. แต่ไปไม่ทันการแสดง ไปเจอแต่แขกโชว์งู (งูจริงๆ นะ) เสร็จจากเที่ยวเล่นที่ศาลเจ้าจีนแล้ว ก็ตรงกลับที่พักเลย เพราะเริ่มเหนื่อยกับการเดินทาง ขอเก็บแรงไว้ลุยต่อพรุ่งนี้ _DSC2623-51

 

เช้าวันอาทิตย์ แรกๆ ก็อากาศสดใสดี เราเลยตัดสินใจเช่าจักรยานปั่นเล่นรอบๆ จอร์จทาวน์ซะหน่อย

_DSC2649-8

 

เริ่มปั่นจักรยานจากที่พักพร้อมกับแผนที่ในมือ ไปตามจุดต่างๆ อย่างกับแข่งแรลลี่ตามล่า RC แข่งกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ จุดแรกที่เราพุ่งตรงไปเลย คือ รูปวาดแมวเหมียว เพราะเมื่อวานเดินผ่านจุดนี้มารอบหนึ่ง เลยรู้พิกัดอย่างดี (คนเยอะมาก ต้องรีบวิ่งเข้าไปโพส แล้วก็รีบวิ่งออก)

 

ต่อด้วยตามหาเสา Minions! แต่พอไปถึง….. Minions กลายเป็นซิมป์ซันไปแล้ว ฮ่าๆๆ แต่ที่สำคัญสียังไม่แห้ง มือปาดไปเต็ม (ทำไมพี่ไม่ติดป้าย!!!!) หลังจากนั้นมาเจอภายหลัง ฝนที่ตกมาอย่างหนักล้างสีไปหมด ทำให้ Minions รวมตัวกับซิมป์ซันไปแล้ว

_DSC2671-21

 

อ่อ… ลืมบอกไปค่ะ ว่าภาพวาดดังๆ ในย่านจอร์จทาวน์ ส่วนมากเป็นงานจากศิลปินจากลิทัวเนีย ชื่อว่า Ernest Zacharevic พ่อหนุ่มคนนี้โด่งดังในการวาดภาพตามตึกอาคารมากๆ ในมาเลเซียนอกจากที่จอร์จทาวน์แล้ว เค้าก็ยังได้ไปวาดภาพให้ที่เมือง Ipoh ด้วย ลองเข้าไปชมผลงานของเค้าได้ที่ facebook https://www.facebook.com/Ernestzachas

มาต่อกันที่ Old Motorbike ตอนไปโชคดีมาก คนไม่มีเลย เราเลยใช้เวลากับจุดนี้มากหน่อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

บ้างก็ถ่ายรูปกับกำแพงเรื่อยเปื่อย

 

วนไปหาบรูซลี พยายามจะกระโดดท่าเดียวกับบรูซลี แต่ล้มเหลวมาก เพราะพื้นเป็นทราย ทำให้กระโดดลำบาก กลัวได้รับบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำ :p

_DSC2710-37

 

ตอนที่อยู่ที่บรูซลีเนี่ยหล่ะ เมฆดำลอยมาเร็วมาก ตั้งตัวไม่ทัน แผนที่ว่าจะไปตามภาพอื่นๆ ล่มหมด เปลี่ยนเป็นรีบปั่นจักรยานหนีฝนไปเที่ยวชม Camera Museum แต่โชคร้าย…..ปั่นยังไม่ถึงมิวเซียม ฝนตกหนักมากกกกซะก่อน เลยแวะจอดหลบฝนข้างทางนานเกือบชั่วโมง ดีนะที่ log in เล่นเนตจาก free penang wifi ได้ (free wifi ต้องลงทะเบียนก่อนใช้งาน เราลองลงไปมั่วๆ ปรากฎว่าได้เฉยเลย) เลยรอฝนหยุดอย่างเมามัน ฮ่าๆ อัพเดตสถนการณ์ไปพลางๆ

รีวิว Camera Museum อ่านได้ที่นี่ >>> http://goo.gl/lB10V1

จาก camera museum เราก็แวะทานข้าวกลางวันกันก่อนในย่านจอร์จทาวน์ (น่าจะเรียกข้าวมื้อบ่ายมากกว่า) มื้อกลางวันของเรา คือ ข้าวมันไก่สไตล์ฮกเกี้ยนร้านดัง เดาได้จากปริมาณคนมารอคิว (ร้านตั้งอยู่บนถนน Chulia ไปถนนเส้นนี้จะรู้เลยว่าร้านไหน เพราะคนเยอะจนล้นออกไปด้านนอก) ทำให้ไม่มีเวลาเก็บภาพมาฝาก เพราะต้องนั่งเบียดโต๊ะกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ครั้นจะถ่ายรูปก็อาจจะดูวุ่นวายไปหน่อย

อิ่มท้องจากข้าวมันไก่แล้ว ตอนนี้กองทัพพร้อมเดินหน้าเที่ยวต่อละ เลยตัดสินใจไปอีก George Town World Heritage Inc. แม้ว่าฝนจะยังคงโปรยปรายลงมาก็ตาม ด้วยความไม่ศึกษามาก่อน วันอาทิตย์มิวเซียมปิดค่ะ!!! สรุปว่าปั่นจักรยานไปเสียเที่ยว แต่ก็โชคดีเล็กๆ ที่ฝนเริ่มจะหยุดแล้ว แผนเดิมที่จะไปหอนาฬิกา และ Fort Cornwallis วนกลับเข้ามาอยู่ในหัว เราเลยไม่รอช้าที่ไปลุยเที่ยวต่อกันเลยที่หอนาฬิกา และ ​Fort Cornwallis (ค่าเข้า RM2)

 

 

จากนั้นก็สำรวจรอบๆ จอร์จทาวน์ต่อ ด้วยการปั่นจักรยานไปที่สำคัญๆ ของเมือง เช่น ศาลาว่าการ  โบสถ์ วัดจีน แล้ววนกลับเข้ามาย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์อีกครั้งเพื่อเก็บตกถนนบางเส้นที่ยังไม่ได้สำรวจ แต่ก็เพราะอากาศไม่อำนวย ทำให้เราต้องรีบปั่นมาก (ไม่ได้แวะย่าน little india) เพราะเมฆฝนกำลังไล่มา เลยไม่ได้ซอกแซกเข้าให้ครบทุกเส้นทาง

_DSC2980-179

 

 

ปั่นจนเหนื่อย ได้เวลาเข้าร้านกาแฟอีกแล้ว จอร์จทาวน์เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟเยอะไม่ต่างจากเชียงใหม่ ไม่ว่าซอกซอยไหนก็มีแต่ร้านกาแฟ แต่ต่างกันตรงที่กาแฟที่จอร์จทาวน์แพงกว่าที่เชียงใหม่มาก  และตอนนี้ เรามาลองชิมร้านกาแฟ 3D Art ที่มีชื่อง่ายๆว่า coffee on the table นอกจากกาแฟแล้ว ร้านนี้ยังมีอาหารบริการด้วย แต่ยังอิ่มอยู่ เลยลองแค่กาแฟ พยายามจะสื่อสารกับพนักงานว่าสั่ง 2 แก้วที่เหมือนกัน อยากได้ 3D art ปีนข้ามระหว่าง 2 แก้วได้ไหม (แอบเห็นคนโต๊ะข้างๆ ไม่โฟมนมเป็นรูปแมวปีนข้ามระหว่าง 2 แก้ว เลยอยากได้บ้าง) พนักงานเสิร์ฟก็โอเคกับเราอยู่แต่ พอได้มาไม่ยักเป็นแบบนั้น แต่ก็เอาหล่ะ แค่นี้ก็น่ารักจนไม่อยากกินแล้ว

_DSC3044-210

 

จากนั้นเข้าไปนั่งพักผ่อนที่โรงแรมก่อน แล้วค่ำๆ ก็เดินออกมาย่าน Lebuh Campbell เพื่อมาหาอะไรทานสำหรับมื้อค่ำ และฝนก็เริ่มโปรยปรายมาอีกครั้งและตกตลอดคืน

เช้าวันใหม่อากาศสดใส แดดออกนิดๆ พอมีเมฆอยู่บ้าง เลยตัดสินใจไป Penang Hill (แผนการท่องเที่ยวคิดแบบวันต่อวัน เพราะต้องดูอากาศเป็นหลัก) จากจอร์จทาวน์ไปปีนังง่ายนิดเดียว เดินไปขึ้นรถเมล์ที่ Komtar สาย 204 แล้วนั่งสุดสายเลย ค่ารถ RM2 ถ้ารถไม่ติดมากใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าจังหวะรถติดอาจใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงเลย ดังนั้นถ้าใครจะไปเผื่อๆ เวลาด้วยค่ะ การขึ้นรถเมล์ก็ขึ้นประตูหน้า บอกคนขับว่าจะลงที่ไหนแล้วก็จ่ายเงินตามนั้น จะได้ตั๋วรถเมล์คล้ายๆ กับบ้านเรามาเก็บไว้

วันที่เราไปรถไม่ติดมาก ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ถึง penang hill แล้ว จากนั้นรีบตรงไปซื้อตั๋วสำหรับรถรางไฟฟ้า (เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด) ราคาไปกลับอยู่ที่ RM30 ต่อคน เก็บตั๋วไว้ดีๆค่ะ เพราะต้องใช้สแกนขากลับด้วย

 

มารู้จักปีนังฮิลล์กันเล็กน้อยค่ะ ปีนังฮิลล์สูงจากระดับน้ำทะเล 823 เมตร จึงมีอากาศเย็นสบาย และเป็นที่ตั้งขอรีสอร์ทบนเขาที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> http://www.penanghill.gov.my/

จุดเด่นของปีนังฮิลล์ คือ การได้เห็นวิวปีนังแบบพาโนราม่าเลยค่ะ ครบทุกมุมของเมือง (ถ้าอากาศดี)

_DSC3112-12

 

มีจุดให้ห้อยพวงกุญแจด้วย ฮิตไปทุกเมืองท่องเที่ยวเลยนะเนี่ย นอกจากนี้บน penang hill ยังมี owl museum (ไม่ได้เข้าไปเที่ยว) มีวัดฮินดู มัสยิด รีสอร์ท ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านชาชื่อดัง (​ทีตอนแรกตั้งใจไปร้านนี้ แต่หาไม่เจอ พอจะกลับมาเจอว่าร้านชา อยู่ตรงทางเดินไปที่รถรางขาลงเขานี่เอง ทำไมไม่ติดป้าย!!! ประเทศนี้เค้าชอบติดป้ายบอกอะไรกันเท่าไหร่นะ พลาดอีกแล้ว เพราะไปนั่งกินข้าวกับของหวานด้านในมาก่อนจนอิ่มมาก)

 

ลง Penang Hill มาปุ๊ป! ฝนตกหนักเลย แต่ก็โชคดีรถเมล์มาจอดรออยู่พอดี รีบวิ่งขึ้นรถอย่างด่วน ระหว่างทางก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ ว่าฝนตกหนักขนาดนี้เราจะทำไงกันดี แผนเดิมคือ จะไป Hin Bus Depot Centre แต่ต้องเดินจากป้ายรถเมล์ค่อนข้างไกล ฝนตกขนาดนี้ ทำยังไงกันดี คิดไปคิดมา ไหนๆ ก็มาแล้ว ลุยเถอะ ร่มก็มี ตัดสินใจไปลุยงานศิลป์กันที่ Hin Bus Depot Centre

_DSC3212-58

 

แล้ว Hin Bus Depot Centre คืออะไร? (https://www.facebook.com/hinbusdepot) มันคือสถานที่ร้าง ที่นำมาทำความสะอาด (คิดว่าไม่ได้ปรับปรุงนะ ยกเว้นทำห้องน้ำใหม่) เพื่อมาใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะ นิทรรศการชื่อดังที่ทำให้เราอยากมาที่นี่ ก็เป็นนิทรรศการของคุณ Ernest นั่นแหละ ใช้ชื่องานว่า Art is Rubbish is Art จัดไปเมื่อตอนต้นปี แต่ก็ยังคงเหลือภาพวาดบางรูปไว้อยู่ นิทรรศการก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนที่เราไป เป็นงาน Graffiti in progress

– Graffiti in Progress –

_DSC3172-33

 

 

จากส่วนของงาน Graffiti เดินออกไปด้านนอกจะเจอภาพวาดที่เป็นผลงานของคุณ Ernest ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ ภาพวาดคนที่ดูเหมือนว่าคนในภาพวาดนั้นมีชีวิตจริงๆ แม้จะเป็นภาพขาดๆ หายๆ บ้างก็ตาม

_DSC3208-55

 

 

และแล้ว…ทริป 48 ชั่วโมงในปีนังของเราจบลงที่นี่ เป็น 48 ชั่วโมงที่เต็มอิ่มไปด้วยศิลปะแบบที่เราเข้าถึงได้ง่าย มิวเซียมที่เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็ทำให้เราสนุกได้ อาหารที่คุ้นปากเรามาก ทำให้ท้องเต็มอิ่มตลอดเวลา ร้านกาแฟที่เราชื่นชอบมีให้เลือกมากมาย เชื่อไหม? ว่า 1 วัน ดื่มกาแฟถึง 3 แก้ว การได้พบเจอคนต่างชาติต่างภาษาที่เป็นมิตร แม้จะดูพูดจาเสียงดังบ้างตามสไตล์เค้า แต่ก็มีน้ำใจกันทุกคน  และสุดท้ายสายฝนที่ไปกับเราทุกที่ แม้จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ทุลักทุเล แต่เราก็ยังสนุกกันได้ท่ามกลางสายฝน และปิดทริปครึ่งปีแรกของเราอย่างสนุกสนานและเปียกปอน แล้วเจอกันใหม่ทริปต่อไป 🙂

Advertisements

One thought on “[ปีนัง – มาเลเซีย] Come Rain Come Shine… Penang (48 ชั่วโมงในปีนัง)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s